“หินดินดาน” แหล่งพลังงานที่ยังต้องจับตามองต่อไป

โดย : เอ็นเนอร์จี้
เมื่อต้นปีที่ผ่านมา กระแสก๊าซฯ จากหินดินดานได้กลับมาลุกฮือในประเทศไทยอีกครั้ง จากข่าวที่ว่า ปตท.สผ. เตรียมเจรจาขอซื้อหุ้นลงทุนในแหล่งก๊าซ/น้ำมันในชั้นหินดินดานกับสหรัฐอเมริกา เพื่อเร่งจัดหาพลังงานรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นของประเทศ โดยหวังนำก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) กลับมาใช้ในไทย และคาดว่าจะเห็นผลดำเนินการภายใน 1-2 ปีนี้ ซึ่งเอ็นเนอร์จี้เองก็ใจจดใจจ่อรอดูความเคลื่อนไหวสำหรับเรื่องนี้ต่อไปเช่นกันค่ะ...
 

แต่ระหว่างที่รอ...เอ็นเนอร์จี้จะพาเพื่อนๆ ย้อนไปทำความรู้จัก “แหล่งก๊าซฯ อนาคตที่มาจากหินดินดาน” กันดีกว่า ว่ามาจากไหน และปัจจุบันประเ?ศใดสามารถผลิตนำขึ้นมาใช้ได้แล้วบ้าง เพื่อเป็นข้อมูลเรียกน้ำย่อยไปก่อนนะค้า
 
หินดินดาน (shale) เป็นหินตะกอนเนื้อเม็ดที่ประกอบด้วยเม็ดตะกอนละเอียดขนาดเม็ดดิน และทรายแป้ง มีลักษณะเป็นชั้นบาง ๆ ส่วนที่ไม่แสดงลักษณะชั้นมักเรียกว่า หินโคลน เกิดสะสมตัวของตะกอนขนาดเล็กและซากพืชสัตว์ ในสภาพแวดล้อมที่เป็นน้ำนิ่ง ทั้งบนบก ชายฝั่งและในทะเล ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวาง หินตะกอนเนื้อละเอียดกลุ่มนี้พบมากกว่าหินตะกอนกลุ่มอื่น เฉลี่ย 70 เปอร์เซ็นต์ของหินตะกอนทั้งหมด พวกที่มีอินทรีย์สารเป็นองค์ประกอบมาก มักให้สีดำเข้ม  ซึ่งมักเป็นหินต้นกำเนิดปิโตรเลียม (petroleum อย่างดี หินดินดานที่ให้ก๊าซโดยทั่วไปถือเป็นแหล่งกักเก็บชนิดที่มีความต่อเนื่องและมักมีการกระจายตัวกว้างขวาง จึงมีแนวโน้มที่จะเป็นแหล่งกักเก็บที่มีอายุการผลิตที่ยาวนาน ต่างจากแหล่งก๊าซธรรมชาติปกติที่แหล่งกำเนิดและแหล่งกักเก็บก๊าซอยู่ในที่เดียวกัน
 
ก๊าซธรรมชาติจากหินดินดาน (Shale Gas) มีอยู่ใน 32 ประเทศทั่วโลก คิดเป็นปริมาณมากถึง 6.6 พันล้านล้านลูกบาศก์ฟุต หรือคิดเป็นปริมาณการบริโภคทั้งโลกกว่า 50 ปี และเป็นของสหรัฐ 862 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต หรือ 13% ของทั้งหมด และอย่างที่ทราบกันดีว่า สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศแรกที่ประสบความสำเร็จในการผลิตก๊าซธรรมชาติจากหินดินดานมาใช้ทดแทนเชื้อเพลิงชนิดอื่น เพราะจากข้อได้เปรียบของปริมาณก๊าซธรรมชาติและสารไฮโดรคาร์บอนที่มีอย่างล้นเหลือ โดยเฉพาะในอเมริกาเหนือที่มีแหล่งก๊าซธรรมชาติจากหินดินดานขนาดใหญ่ อีกทั้งสหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีท่อส่งก๊าซฯ ที่มีประสิทธิภาพที่สุดในโลก อย่างที่ประเทศอื่นไม่มี แต่ทั้งนี้ความสำเร็จในการผลิตก๊าซฯ จากหินดินดาน ก็ได้ร่อนลงจอดสู่แผ่นดินใหญ่แห่งเอเชียอย่างประเทศจีนเช่นกัน เพราะเมื่อช่วงปลายปี 2555 รัฐบาลจีนได้ทำการสนับสนุน โดยให้งบประมาณในการสำรวจ จนพบก๊าซธรรมชาติจากหินดินดานได้ประมาณ 27.5 ล้านล้าน ลบ.ม. ทั่วประเทศ และจากการประเมินคุณภาพหินดินดานในจีน ก็อยู่ในระดับดี่เยี่ยม ทำให้ช่วงปลายปี 2556 ประเทศจีนตัดสินใจสร้าง “โรงงานแปรรูปก๊าซธรรมชาติจากหินดินดาน” แห่งแรกขึ้นที่เขตฝูหลิง ซึ่งเป็นบริเวณที่ค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติจากหินดินดานมากที่สุด และแว่วๆว่า จีนได้กำหนดเป้าหมายในปี 2557 นี้ คือ ดำเนินการพัฒนาก๊าซธรรมชาติจากหินดินดาน ในเขตเทศบาลนครฉงชิ่งทางตะวันตกเฉียงใต้อีก และจะผลิตพลังงานจากหินดินดานได้ 1,800 ล้าน ลบ.ม. ในปี 2558 จะผลิตพลังงานได้ที่ปริมาณ 5,000 ลบ.ม. และในปี 2560 โรงงานฯ จะสามารถผลิตพลังงานได้มากถึง 10,000 ลบ.ม./ปีเลยทีเดียว
 
สำหรับบ้านเรา เรื่องก๊าซฯ จากหินดินดาน ใช่ว่าจะไม่ได้รับความสนใจนะคะ เพราะถึงแม้เราจะมีแหล่งก๊าซฯ จากหินดินดานน้อยกว่าสหรัฐอเมริกา แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะขาดแคลน เพราะเมื่อ 8 ปีก่อน  ได้มีการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้มาหลายต่อหลายครั้งแล้ว โดยผลวิจัยก็เป็นที่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ยกตัวอย่าง การวิจัยและประเมินศักยภาพก๊าซในหินดินดานจากหลุมเจาะเก่าในแอ่งสกลนคร โดย ดร.ภูมี ศรีสุวรรณ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (พ.ศ. 2549) ซึ่งได้ประเมินปริมาณสำรองก๊าซ ณ แหล่งประมาณ 4 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต และ การวิเคราะห์ธรณีเคมีของหินดินดานอายุไทรแอสซิก เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างรอยแตกเชิงไฮโดรลิกในชั้นหิน บริเวณบ้านซัลพลู อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โดยนางสาววิภาดา นิพนธ์ บัณฑิตธรณีศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี ได้สรุปผลการศึกษาว่ามีความเป็นไปได้ที่จะสร้างรอยแตกเชิงไฮโดรลิกในชั้นหินดินดานในระดับดีที่สุด และระดับดีปานกลาง
 
แต่ทำไมล่ะคะ? ...ทำไมเราถึงยังไม่ได้ใช้ก๊าซธรรมชาติจากหินดินดานเสียที ซึ่งเอ็นเนอร์จี้จะขออธิบายเชิงลึกดังต่อไปนี้ค่ะ
 
วิธีการขุดเจาะแบบ Fracking อันตรายมาก!!
 

วิธีการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติจากหินดินดาน ใช้วิธี Hydraulic Fracturing หรือ Fracking  มีความเสี่ยงที่ผิวโลกจะได้รับผลกระทบอย่างร้ายแรง เนื่องจากการที่จะเอาก๊าซออกมาจากหินดินดาน จำเป็นต้องทำให้หินร้าวและวิธีที่ง่ายที่สุดคือการใช้น้ำ แต่หินที่แข็งขนาดนั้น หากต้องทำให้เกิดการร้าว จำเป็นต้องใส่สารเคมีหลายชนิด เพื่อสร้างรอยร้าวได้สำเร็จ
-สารเคมีที่ใช้สร้างรอยร้าว มีมากมายหลายชนิด และไม่มีกฎหมายรองรับสำหรับผู้ขุดเจาะว่าต้องแจ้งรายละเอียด จึงไม่มีใครทราบแน่ชัดว่า สารเคมีดังกล่าว มีสารพิษเจือปนหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ คือ บริเวณที่มีการขุดเจาะแล้วในสหรัฐอเมริกา ปรากฏว่าทั้งน้ำใต้ดินและน้ำในบ่อมีสารเคมีที่เป็นพิษต่อร่างกายปะปนอยู่ด้วยในปริมาณที่ค่อนข้างสูง การสร้างรอยร้าวเพื่อนำก๊าซออกมาจากชั้นหินนั้น ก่อให้เกิดการรั่วซึมของก๊าซมีเทน
-ก๊าซมีเทน เป็นก๊าซพิษ หากสูดดมเข้าไปในปริมาณมากก็มีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ และหากควบคุมไม่ได้ก็อาจเกิดการระเบิด หรือร้ายแรงถึงขั้นเกิดแผ่นดินไหวได้เช่นกัน จากกรณีนี้เองทำให้เกิดการรวมกลุ่มประท้วงจากชาวนาที่อยู่บริเวณขุดเจาะก๊าซชนิดนี้สามารถจุดไฟบนน้ำจากบ่อในฟาร์มของพวกเขาได้ และกลุ่มคนอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในสหรัฐฯ ก็ไม่นิ่งดูดาย ได้จัดทำสารคดีขึ้น ชื่อว่า GasLand เพื่อเปิดโปงความเลวร้ายของกระบวนการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติแบบใหม่นี้
 
เกิดมลภาวะ Greenhouse Gas Footprint
นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมประเมินกระบวนการขุดเจาะก๊าซจากหินดินดาน ว่าส่งผลทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก และตัวการน่าจะมาจากถ่านหินถึง 20% เป็นอย่างน้อย ซึ่งยิ่งนานวัน ยิ่งเพิ่มมากขึ้น เพราะแหล่งน้ำที่ถูกมลภาวะจะแพร่กระจายเข้าสู่ตาน้ำ และดำรงอยู่อีกหลายปี
จากการพิเคราะห์ของเอ็นเนอร์จี้ ถึงผลประโยชน์ในเชิงบวกสำหรับประเทศไทยแล้ว ยังไม่พบวี่แววแต่อย่างใดค่ะ เพราะประเทศไทยไม่ได้มีแหล่ง Shale Gas เยอะเท่าอภิมหาอำนาจอย่าง สหรัฐอเมริกาและจีน แต่ทั้งนี้ในอนาคตไม่ว่าจะเร็วหรือช้า เชื้อเพลิงที่เราใช้อยู่จะต้องหมดไป และสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการหากต้องพึ่งพาก๊าซจากหินดินดาน คือ การคิดค้น หรือหาแนวทางการขุดเจาะที่ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม และไม่กระทบต่อระบบนิเวศในระยะยาว อย่างเร็ววัน
 
แหล่งที่มา :
ข้อมูล   - http://news.voicetv.co.th/global/32618.html
               http://www.oknation.net/blog/print.php?id=855116
รูปภาพ - http://blog.legalsolutions.thomsonreuters.com
               http://eandt.theiet.org/news/2011/mar/shalegas-committee.cfm